Pages - Menu

ห้องสมุดองค์การเภสัชกรรม

รูปภาพของฉัน
75/1 ถนนพระราม6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-2038166-7, Thailand
"การค้นข้อมูลในห้องสมุดง่ายกว่าที่คุณคิด คุณสามารถเข้าใช้บริการได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ " เพียงแค่ปลายนิ้ว Click ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความทันสมัยมากห้องสมุดองค์การเภสัชกรรมมุ่งมั่นที่ จะให้ผู้ใช้ห้องสมุดมีความสะดวกสบาย ในการค้นหาหนังสือ ตำรับยา เภสัชกรรมเทคโนโลยี สมุนไพร อ่านบทความจากวารสาร กฎหมายต่างๆ รวมทั้ง E-BOOK CD ROM ที่น่าสนใจ ตลาดยา อุตสาหกรรมยา ข้อมูลด้านยาและเวชภัณฑ์ และรวมรวม Web ที่เกี่ยวข้องของยา โดยห้องสมุดมีฐานข้อมูลที่จัดทำขึ้นเอง 3 ฐานข้อมูล คือ 1.ฐานข้อมุลหนังสือ-วารสาร 2.ฐานข้อมูลบทความวารสาร 3.ฐานข้อมูลราชกิจจานุเบกษา

newbook ดูได้เฉพาะพนักงานองค์การเภสัชกรรม

newbook ดูได้เฉพาะพนักงานองค์การเภสัชกรรม
หนังสือใหม่เดือน March 2016

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ

สธ.เผยเชื้อโรคดื้อยาปฏิชีวะทำคนไทยตายปีละกว่า 3 หมื่นคน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์24 มีนาคม 2556 13:12 น.

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       สธ.เผยพบปัญหาเชื้อโรคดื้อยามากขึ้น สาเหตุหลักเพราะใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินความจำเป็น พบคนไทยติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะปีละกว่า 1 แสนคน ใช้เวลารักษาตัวนานขึ้นรวมกันปีละกว่า 3 ล้านวัน ในปี 2553 มีผู้ป่วยติดเชื้อชนิดดื้อต่อยาปฏิชีวนะ 5 ชนิด เสียชีวิต 38,481 ราย แซงโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด มูลค่าสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละกว่า 40,000 ล้านบาท เร่งแก้ไขโดยให้โรงยาบาลทุกแห่งใช้ยาปฏิชีวนะสมเหตุสมผล เข้มข้นมาตรฐานการเฝ้าระวังและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล และเร่งรณรงค์ส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง
     
       นายแพทย์โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันปัญหาการดื้อยาของเชื้อจุลชีพที่ทำให้เกิดโรคมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุสำคัญมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะที่มากขึ้น ทั้งการใช้อย่างไม่จำเป็นและเกินความจำเป็น โดยมูลค่าการใช้ยาปฏิชีวนะของคนไทยมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และมีการติดเชื้อชนิดที่ดื้อยาปฏิชีวนะปีละกว่า 100,000 คน ทำให้ยาปฏิชีวนะตัวเก่าที่เคยใช้ ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ผู้ป่วยบางรายต้องเปลี่ยนใช้ยาตัวใหม่ซึ่งมีราคาแพงมาก เชื้อดื้อยาบางชนิดไม่มียารักษาที่มีประสิทธิผลดีและปลอดภัย ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มขึ้น ใช้เวลารักษานานขึ้นและโอกาสเสียชีวิตสูง ผลเสียต่อไปหากเชื้อชนิดนี้แพร่ไปสู่ผู้ป่วยรายอื่นและเกิดการระบาดในชุมชน จะมีผลทำให้โรคติดต่อที่เคยควบคุมได้กลับมาระบาดมากขึ้น นอกจากนี้ เชื้อดื้อยายังสามารถถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมดื้อยาไปสู่เชื้อสายพันธุ์อื่น ทำให้ปัญหาการดื้อยาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
     
       ทั้งนี้ จากการศึกษาผลกระทบจากการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในไทย โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ได้ศึกษาข้อมูลผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาลทุกระดับ และข้อมูลการติดเชื้อในโรงพยาบาลทุกระดับทั่วประเทศจำนวน 1,023 แห่ง ในปี 2553 พบว่าเชื้อจุลชีพ 5 ชนิดที่พบบ่อยในโรงพยาบาลและมักดื้อยาปฏิชีวนะหลายขนาน ได้แก่
1.       เอสเชอริเชีย โคไลหรืออี.โคไล (Escherichia coli) ที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดิน  ปัสสาวะและทางเดินอาหาร
2.       เคลบซีลลา นิวโมเนอี (Klebsiella pneumoniae) ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอดอักเสบ

3.       เชื้ออะซีนีโตแบคเตอร์ บอแมนนิอาย (Acinetobactor baumannii) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคปอดบวม
4.       ซูโดโมแนส แอรูจิโนซา (Pseudomonas aeruginosa) ทำให้เกิดโรคติดเชื้อหลายระบบของร่างกาย เช่น โรคปอดบวม ติดเชื้อในกระแสเลือด และ
5.       สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ที่ดื้อต่อยาเมทิซิลิน ทำให้ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้นประมาณ 3.24 ล้านวัน เสียชีวิต 38,481 ราย ซึ่งสูงกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในปี 2552 ที่มีจำนวน 34,383 ราย และมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหลอดเลือดสมองที่มีจำนวน 50,829 ราย
     
       สำหรับความสูญเสียทางเศรษฐกิจพบว่า ค่ายาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาเชื้อดื้อยาจะมีมูลค่าประมาณ 2,539-6,084 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.6-1.6 ของค่าใช้จ่ายรวมด้านสุขภาพของประเทศในปี 2553 ซึ่งมีมูลค่า 392.4 แสนล้านบาท รวมทั้งยังทำให้เกิดความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจจากการเจ็บป่วย เช่นค่าเดินทางและค่าอาหารของญาติ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละกว่า 40,000 ล้านบาท ไม่รวมความสูญเสียจากการเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อดื้อยาในชุมชน

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

หมอวิชัยรับสร้างโรงงานวัคซีนช้า

เดลินิวส์     ฉบับวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556
          เมื่อวันที่ 17 มี.ค. นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) ให้สัมภาษณ์ "เดลินิวส์" ถึงความล่าช้าของโครงการก่อสร้างโรงงานวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ว่า ความล่าช้าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยตนแล้ว สาเหตุสำคัญ คือ ความไม่รู้ของหลายฝ่าย ไม่ว่าคนคุมงาน คือมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งถือว่าเก่งแล้วแต่ไม่มีความรู้พอ ไม่รู้เรื่อง เนื่องจากโรงงานวัคซีนไม่เคยมีคนทำมาก่อน จึงขาดความรู้กันทั้งหมด ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ใน อภ. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเป็นผู้อนุมัติแบบ ผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลกก็ไม่ได้มีพิมพ์เขียวว่าที่ถูกต้องเป็นอย่างไร มาตรฐานจีเอ็มพีขององค์การอนามัยโลกมีการพัฒนาเป็นระยะ ๆ ผู้เชี่ยวชาญที่ อภ.ปรึกษาหารือจ้างมาดูเป็นระยะ ๆ ความเห็นก็แตกต่างกัน ส่วนบริษัทที่มาก่อสร้างครั้งแรกก็มีปัญหาสภาพคล่อง โดยบริษัทนี้มีบริษัทร่วมทุนในต่างประเทศ ถ้าหากบริษัททิ้งงานทางบริษัทร่วมทุนก็กระทบด้วย
          ด้าน นพ.จรุง เมืองชนะ ผอ.สำนักงานคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่าตามกฎหมายสถาบันไม่มีอำนาจไปล้วงลูกได้ แต่เวลามีประชุมเราก็ขอข้อมูลเหล่านี้มาดูว่ามีความก้าวหน้าไปถึงไหน และมีปัญหาอะไร เมื่อถามว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อความล่าช้าของโรงงาน นพ.จรุง กล่าวว่าคนรับข้อมูลว่าช้าและรู้สึกว่าตกอกตกใจมาก ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าใจในเรื่องของเทคโนโลยีตรงนี้คิดว่าสร้างกันง่าย ๆ แต่โรงงานวัคซีนไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นเรื่องเทคนิค สร้างเร็วก็ได้แต่มันอาจมีปัญหาภายหลังใช้ไม่ได้ อีกทั้งสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ตอนแรกเราอยากได้วัคซีนเชื้อตาย แต่เมื่อมีเอช 1 เอ็น 1 ที่ระบาดขึ้นมาก็นึกถึงว่าทำไมไม่ทำเชื้อเป็น เพราะผลิตได้เยอะกว่า เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของเทคนิค.
                                                                         

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

อุตสาหกรรมยา ไตรมาส4 2555

สรุปภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ไตรมาส 4 ปี 2555 (ตุลาคม — ธันวาคม 2555)(อุตสาหกรรมยา)

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม -- พฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 15:50:58 น.
อุตสาหกรรมการผลิตยาในไตรมาสนี้ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากสถานการณ์อยู่ในภาวะปกติเมื่อเทียบกับช่วงปลายปีก่อนที่เกิดปัญหามหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ ส่งผลให้การผลิต การจำหน่าย และการส่งออกขยายตัว
การผลิตไตรมาสที่ 4 ของปี 2555 การผลิตยาในประเทศมีปริมาณ 6,978.14 ตัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 19.97 เนื่องจากในไตรมาสนี้ไม่เกิดปัญหามหาอุทกภัยในหลายพื้นที่เช่นช่วงปลายปีก่อน ซึ่งทำให้หลายโรงงานไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันต่อความต้องการ หรือต้องหยุดผลิตชั่วคราว นอกจากนี้สถานการณ์ดังกล่าว ยังทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อทำการผลิตได้ เพราะเส้นทางคมนาคมถูกน้ำท่วม ส่งผลให้ปริมาณการผลิตลดลงมากในช่วงดังกล่าว อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนปริมาณการผลิตลดลง ร้อยละ 1.98 เนื่องจากมีการผลิตไปมากแล้วในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปี

สำหรับในปี 2555 มีปริมาณการผลิต 30,155.02 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 5.10เนื่องจากผู้ผลิตเร่งทำการผลิต หลังจากปัญหาอุทกภัยคลี่คลายลง นอกจากนี้ผู้ผลิตยังทำการผลิตยาสามัญชนิดใหม่ เพื่อทดแทนยาซึ่งเคยมีความต้องการสูงแต่ถูกจำกัดการจำหน่าย และเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง จากการที่ประชาชนเพิ่มความใส่ใจกับการดูแลสุขภาพและมีพฤติกรรมการซื้อยาใช้เองมากขึ้น
การตลาดและการจำหน่าย
การจำหน่ายในประเทศ
การจำหน่ายยาในไตรมาสที่ 4 ของปี 2555 มีปริมาณ 6,628.85 ตัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปกี อน ร้อยละ 0.82 เนื่องจากในช่วงนี้ไม่ประสบปัญหาเสน้ ทางคมนาคมถูกน้ำทว่ มซึ่งทำให้โรงงานบางส่วนไม่สามารถจัดส่งและกระจายสินค้าได้ รวมทั้งช่องทางการจำหน่ายของผู้ผลิต คือ โรงพยาบาลและร้านขายยา ไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเช่นกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตลอดจนโรงงานไม่ต้องเตรียมสินค้าเพื่อรองรับการรับคืนยาที่เสียหายด้วย ปริมาณการจำหน่ายยาจึงขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนปริมาณการจำหน่ายลดลง ร้อยละ 4.97 เนื่องจากสถานพยาบาลภาครัฐ ซึ่งเป็นตลาดหลัก ได้เร่งการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากในช่วงไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นปลายปีงบประมาณ
สำหรับปริมาณการจำหน่ายในปี 2555 มีปริมาณ 26,782.78 ตัน ลดลงจากปีก่อน ร้อยละ 6.59 เนื่องจากในปีนี้ภาครัฐมีมาตรการควบคุมการจำหน่ายยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนทุกสูตรอย่างเข้มงวด โดยกำหนดให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 ตาม พ.ร.บ. วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 เพราะสามารถนำไปผลิตเป็นยาเสพติดได้ ทำให้ยาเม็ดและยาน้ำที่มีสูตรผสมของสารดังกล่าว ถูกจำกัดการจำหน่าย โดยยานี้มีได้เฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐ และโรงพยาบาลเอกชนที่มีใบอนุญาตเท่านั้น พร้อมทั้งให้ร้านขายยาคืนยากับผู้ผลิต ตลอดจนจำกัดการนำเข้ายาประเภทนี้จากต่างประเทศ
การค้าระหว่างประเทศ
การส่งออก
การส่งออกยารักษาหรือป้องกันโรคไตรมาสที่ 4 ของปี 2555 มีมูลค่า 2,170.84 ล้านบาทขยายตัวจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 37.29 เนื่องจากในช่วงปลายปีก่อน เหตุการณ์อุทกภัยทำให้ความต้องการภายในประเทศมีจำนวนมาก ประกอบกับผู้ผลิตต้องเตรียมยาไว้เพื่อรับเปลี่ยนกับสินค้าที่ได้รับความเสียหายจากโรงพยาบาลและร้านขายยาที่ประสบภัยน้ำท่วมด้วย ทำให้การส่งออกในช่วงปลายปกี อนลดลง โดยตลาดส่งออกที่สำคัญในไตรมาสนี้ ได้แก่ เวียดนามเมียนมาร์ กัมพูชา ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ มีมูลค่าการสง่ ออกรวม 1,430.84 ล้านบาท หรือร้อยละ 65.91 ของมูลค่าการส่งออกยารักษาหรือป้องกันโรคทั้งหมด
สำหรับในปี 2555 การส่งออกยารักษาหรือป้องกันโรคมีมูลค่า 7,860.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 20.82 โดยตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เวียดนาม เมียนมาร์กัมพูชา ญี่ปุ่น และมาเลเซีย มีมูลค่าการสง่ ออกรวม 5,340.45 ล้านบาท หรือร้อยละ 67.94 ของมูลค่าการส่งออกยารักษาหรือป้องกันโรคทั้งหมด ตลาดส่งออกยาที่สำคัญของไทย คือ อาเซียนแต่มีข้อสังเกตว่าการส่งออกไปญี่ปุ่นมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีบริษัทจากญี่ปุ่นมาลงทุนผลิตในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพื่อใช้โรงงานที่ร่วมทุนกับผู้ผลิตในประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยา และส่งออกไปยังประเทศดังกล่าว นอกจากนี้การขยายตัวของการส่งออก ยังมีผลมาจากการที่ผู้ผลิตได้พัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพเป็นที่เชื่อมั่นของประเทศคู่ค้าและสามารถหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ รวมทั้งผู้ผลิตรายใหญ่ของไทยมีความพร้อมและได้รับความไว้วางใจจากผู้ผลิตเวชภัณฑ์ชั้นนำของโลกจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปว่าจ้างผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเพื่อเตรียมรองรับการขยายตลาดใน AEC ในอนาคต
อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน มูลค่าการส่งออกลดลง ร้อยละ 11.56 เนื่องจากผู้สั่งซื้อ มักจะบริหารสินค้าคงคลังไม่ให้เหลือในปริมาณที่สูงมากในช่วงปลายปี
การนำเข้า
การนำเข้ายารักษาหรือป้องกันโรคไตรมาสที่ 4 ของปี 2555 มีมูลค่า 11,358.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อน ร้อยละ 8.13 และ 0.56 ตามลำดับโดยตลาดนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอินเดีย มีมูลค่าการนำเข้ารวม 4,415.57 ล้านบาท หรือร้อยละ 38.88 ของมูลค่าการนำเข้ายารักษาหรือป้องกันโรคทั้งหมด สำหรับการนำเข้ายารักษาหรือป้องกันโรคในปี 2555 มีมูลค่า 45,292.87 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 14.15 โดยตลาดนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร มูลค่าการนำเข้ารวม19,436.65 ล้านบาท หรือร้อยละ 42.91 ของมูลค่าการนำเข้ายารักษาหรือป้องกันโรคทั้งหมด
จากการที่ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยช่วงปลายปี 2554 ทำให้ผู้ผลิตยาได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่งผลให้ยาหลายประเภทผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกที่แม้ผู้ผลิตบางรายได้ฟื้นตัวและกลับมาเร่งการผลิตแล้ว แต่มีผู้ผลิตบางรายยังฟื้นฟูไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบระบบมาตรฐานการผลิตให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนดไว้ ทำให้การนำเข้ายาจากต่างประเทศในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งต่างจากในช่วง 2553-2554 ที่การนำเข้ายามีอัตราการเติบโตไม่สูงนัก (ขยายตัวร้อยละ 2.93 และ 4.08 ตามลำดับ) เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายควบคุมการเบิกจ่ายยาในระบบสวัสดิการของข้าราชการ ซึ่งทำให้ผู้นำเข้าต้องปรับลดราคายา และให้ความสำคัญกับช่องทางการจำหน่ายผ่านโรงพยาบาลเอกชน และร้านขายยาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ร้านขายยาในรูปแบบแฟรนไชส์จากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น มีความสนใจจะเข้ามาเปิดร้านในประเทศมากขึ้น เพื่อเป็นช่องทางในการจำหน่ายยาจากประเทศของตนในอนาคต
สรุปและแนวโน้ม
สรุป
ในไตรมาสที่ 4 ปี 2555 ปริมาณการผลิตและการจำหน่าย ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากไม่ได้เกิดปัญหามหาอุทกภัยเช่นปลายปีก่อน ที่ทำให้ต้องหยุดหรือชะลอการผลิต รวมทั้งไม่สามารถกระจายสินค้าได้ให้เพียงพอกับความต้องการ สำหรับมูลค่าการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากปีก่อนส่งออกได้ไม่มากนัก เพราะความต้องการในประเทศสูงและผู้ผลิตต้องเตรียมยาไว้เพื่อรับเปลี่ยนกับสินค้าที่ได้รับความเสียหายจากลูกค้าที่ประสบอุทกภัยในส่วนมูลค่าการนำเข้าขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่เติบโตในในอัตราที่ลดลง เนื่องจากนโยบายควบคุมการเบิกจ่ายยาในระบบสวัสดิการของรัฐ
แนวโน้ม
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2556 คาดว่า ปริมาณการผลิตจะลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนเพราะในช่วงปลายปีผู้ผลิตมีสินค้าคงคลังอยู่ปริมาณมาก จึงต้องการระบายสินค้าที่มีอยู่ก่อนเนื่องจากยามีอายุการใช้งาน และคาดว่าการส่งออกจะมีมูลค่าลดลงเช่นกัน จากการที่ผู้สั่งซื้อยังมีสินค้าจากปีก่อนเหลืออยู่ สำหรับปริมาณการจำหน่ายในประเทศและมูลค่าการนำเข้า มีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากสถานพยาบาลภาครัฐซึ่งเป็นคู่ค้าหลัก ได้เร่งใช้จ่ายงบประมาณในช่วงปลายปีงบประมาณไปแล้ว โดยสถานการณ์อุตสาหกรรมจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 2 และ 3 ตามวัฏจักรธุรกิจ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโดยภาพรวมอุตสาหกรรมมีแนวโน้มชะลอตัวในไตรมาสแรกของปี แต่ยังเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เนื่องจากประชาชนให้ความสนใจดูแลสุขภาพ และผู้ผลิตหลายรายเริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์มากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้และการยอมรับจากผู้บริโภคว่ายาชื่อสามัญที่ผลิตได้ในประเทศมีคุณภาพและมาตรฐานใกล้เคียงกับยาชื่อสามัญที่นำเข้าจากต่างประเทศ
--สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร--

สรุปภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ปี 2554 และแนวโน้มปี 2555(อุตสาหกรรมยา)

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม -- พฤหัสบดีที่ 19 มกราคม 2555 15:18:15 น.

1.การผลิต
ยาและผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม ในปี 2554 คาดว่า การผลิตปริมาณ 29,526.2 ตัน ลดลงจาก ปีก่อน ร้อยละ 3.4 เนื่องจากยาบางชนิดที่อยู่ในรูปแบบยาน้ำ ซึ่งเคยมีความต้องการสูง ถูกควบคุมการจำหน่าย ทำให้ความต้องการลดลง ประกอบกับผู้ผลิตเลิกผลิตยาบางชนิดที่ไม่ได้กำไรด้วย ส่งผลให้ปริมาณการผลิต    ในภาพรวมลดลง

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

นํ้ามันระเหยง่ายจากเหง้าขิงสดและแคปซูลขิง

การศึกษาองค์ประกอบของนํ้ามันระเหยง่ายจากเหง้าขิงสดและแคปซูลขิงในประเทศไทย
ทรงพร จึงมั่นคง1, สาลินี ณ ระนอง1, สิริลักษณ์ รักษ์รอด1, สาโรจน์ อ่อนละออ2, วริษฎา ศิลาอ่อน1*
ลักษณา เจริญใจ*, วิภาวี เสาหิน, ปรีชา บุญจูง  
 ว. เภสัชศาสตร์อีสาน 2556; 9(1) : 32-39
 
click อ่าน Fulltext จากวารสารเภสัชศาสตร์อีสาน
http://pharm.kku.ac.th/isan-journal/journal/volumn9-no1/IJPS5/003-Warisada-9.pdf

โรงงานองค์การเภสัชกรรมล่าช้า

ข่าวน่าเป็นห่วงที่ชาวองค์การฯ ควรติดตาม และต้องร่วมมิอร่วมใจกัน

กมธ.สาธารณสุข ตรวจสอบ 3 โรงงาน อภ.ล่าช้า - คุณหมอขอบอก

เดลินิวส์   วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2556


องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้รับผิดชอบในการวิจัยและพัฒนาเพื่อผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ขึ้นใช้เองในประเทศ โดยในส่วนของการก่อสร้างโรงงานวัคซีนในระดับอุตสาหกรรม รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณ 1,411.70 ล้านบาท โดยในปี 2552 ได้เริ่มก่อสร้างโรงงานที่ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี แต่จนถึงขณะนี้โรงงานดังกล่าวยังไม่เสร็จ ทางคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ได้หยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาพิจารณาและมอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาเรื่องร้องเรียนด้านการสาธารณสุข ตรวจสอบข้อเท็จจริง


วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ข่าวโรงงานวัคซีนองค์การส่อเค้าล้ม

http://www.thairath.co.th/content/edu/235556

โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่

เตรียมชงป.ป.ช.ไต่สวนรง.วัคซีน         Wed, 2013-03-13 13:57 --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 14 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)--

             เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่รัฐสภา นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณากรณีความล่าช้าในการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนกระดับอุตสาหกรรม ที่ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวภายหลังเรียก นพ.วิทิต  อรรถเวชกุล ผอ.อภ. และผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงว่า ทาง ผอ.อภ.ชี้แจงว่าเพิ่งย้ายมาหลังจากมีการเซ็นสัญญากับบริษัทก่อสร้าง จึงทราบเรื่องคร่าว ๆ คนที่ทำคือ รอง ผอ.อภ. นอกจากนี้ยังพบปัญหาคือการซื้อเครื่องจักรเป็นหน้าที่ของ อภ.หาสเปกว่าจะซื้ออย่างไรแล้วต้องเอาไปให้บริษัทก่อสร้าง จนได้เครื่องเรียบร้อยจึงไปบอกบริษัทก่อสร้าง สรุปว่าสัญญากับทีโออาร์มีช่องโหว่เยอะมาก และมีปัญหาต่อเนื่องหลาย ๆ โครงการ ตนอยากส่งเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช.พิจารณา แต่คงต้องถามคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ว่าจะเอาอย่างไร
  นพ.เชิดชัย กล่าวต่อว่า วันนี้ได้สอบถามกรณีโรงงานผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวีที่คลอง 10 และการปรับปรุงโรงงานที่พระราม 6 เช่นกัน ทราบว่ามีปัญหาไม่เรียบร้อย อย่างไรก็ตามเราต้องขอมติจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ในวันพฤหัสฯที่ 14 มี.ค.นี้ว่า จะรับเรื่องมาดำเนินการหรือไม่ หากที่ประชุมมีมติก็จะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง
                       วันเดียวกัน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ในวันที่ 13 มี.ค.จะแต่งดำไปแสดงจุดยืนที่กระทรวงสาธารณสุข ว่าเราไม่ร่วมสังฆกรรมการทำงานตราบใดที่ยังมีปลัด สธ.และ รมว.สาธารณสุข คนปัจจุบันอยู่ จึงขอถอนตัวออกจากการเป็นคณะกรรมการทุกชุด และจะทำหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาเปลี่ยน รมว.สาธารณสุขคนใหม่ หลังจากที่ รมว.สาธารณสุขประกาศนโยบายปี 2557 จะตัดเงินค่าตอบแทนแพทย์ที่ไม่ยอมไปทำงานในพื้นที่ทุรกันดารทิ้ง
--เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 14 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)--

โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ๋



อภ.ได้ฤกษ์ลงเข็มโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่

องค์การเภสัชกรรมกำหนดให้มีพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนกตามมาตรฐาน WHO GMP ขึ้นในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2552 เวลา 10.00 น. ณ องค์การเภสัชกรรม ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยมีนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน

[ Download ข้อมูลเพิ่มเติม - madel.jpg ]
แหล่งข่าวโดย » กองประชาสัมพันธ์/องค์การเภสัชกรรม 
[สิงหาคม พุธ 26,พ.ศ 2552 10:03:41]


โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 ปีสร้างไม่เสร็จ–ปลัดสาธารณสุขอ้างขาดผู้เชี่่ยวชาญสร้างโรงงาน
13 กุมภาพันธ์ 2012
ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากภัยพิบัติจากภัยธรรมชาติแล้ว ประเทศไทยยังเผชิญกับภัยจากการระบาดของโรคต่างๆ บ่อยครั้งมากขึ้น ทั้งการระบาดของไข้หวัดนกในสัตว์ปีก การระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นต้น จนขณะนี้ ตัวหลังได้กลายเป็นเชื้อประจำถิ่นไปเรียบร้อยแล้ว
และเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา องค์การเภสัชกรรมได้เซ็นสัญญาก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่มูลค่า 1,400 ล้าน ณ อำเภอทับกวาง จังหวัดสระบุรี ตั้งแต่ปี 2552 (ดูเพิ่มเติมที่นี่) ซึ่งในปีนั้นมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 จนถึงขณะนี้ โรงงานยังไม่สามารถผลิตวัคซีนได้ ในขณะที่วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ผลิตตามท้องตลาดรวมเอาเชื้อนี้เข้าไว้ในเข็มเดียวกันแล้ว
หากดูข้อมูลย้อนหลัง เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2552 ผู้ชนะประกวดราคาจ้างเหมาโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ในระดับอุตสาหกรรมตามมาตรฐาน GMP ขององค์การอนามัยโลก ก่อสร้างส่วนที่ 1 ได้แก่ อาคารผลิต อาคารบรรจุ อาคารประกันคุณภาพ และอาคารสัตว์ทดลอง ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยได้รับความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่าจ้าง บริษัท เอ็ม แอนด์ ดับเบิ้ลยู แซนเดอร์ (ไทย) จำกัด เนื่องจากเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน ข้อเสนอทางด้านเทคนิคเหมาะสม และเป็นผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว โดยอยู่ในวงเงินงบประมาณและราคากลาง เป็นเงิน 321 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ในช่วงนั้น นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ในฐานะประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม เป็นผู้เสนอโครงการ ได้แจ้งความคืบหน้ากับสื่อมวลชนเรื่องชนิดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และเรื่องโรงงานว่า จะผลิตจากเชื้อเป็น โดยจะสร้างเสร็จใน 18 เดือน หรือประมาณต้นปี 2554
ต่อเรื่องนี้ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังคงเดินหน้าก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก ขององค์การเภสัชวงเงินลงทุน 1,400 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ปรับปรุงโรงงานผลิตวัคซีนที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งใช้เงินลงทุนแค่ 80 ล้านบาท หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมถึงใช้งบลงทุนแตกต่างกันมาก นั่นเป็นเพราะว่า กระทรวงสาธารณสุขจะทำโรงงานผลิตวัคซีนตามข้อเสนอขององค์การอนามัยโลกเป็นโครงการนำร่อง แต่โรงงานขององค์การเภสัชจะทำเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนสาเหตุที่โรงงานผลิตวัคซีนขององค์การเภสัชไม่สามารถก่อสร้างเสร็จตามกำหนดเวลา เป็นเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย จึงขาดผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการก่อสร้างโรงงานประเภทนี้
ส่วนประเด็นการผลิตเชื้อเป็นหรือเชื้อตายที่มีการถกเถียงกันนั้น นพ.ไพจิตร์กล่าวว่า ในเรื่องกระบวนการผลิตวัคซีนนั้น ทั้งเชื้อเป็นและเชื้อตายจะมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกัน อย่างเช่น กรณีนำเชื้อตายมาผลิตวัคซีน ข้อเสียคือ กว่าจะผลิตวัคซีนออกมาได้ต้องใช้เวลานาน 2-3 เดือน และวัคซีนที่ผลิตได้จะมีปริมาณที่น้อยมาก หากเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของโรครวดเร็ว ก็จะเกิดปัญหาผลิตวัคซีนไม่ทันใช้ แต่ข้อดีคือ จะได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีมาตรฐานสูง ปลอดภัย และใช้ป้องกันโรคมานานกว่า 50 ปี
ขณะที่เชื้อเป็น ถ้านำมาผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ข้อเสียคือ ฉีดเข้าไปแล้วอาจจะมีผลข้างเคียงในบางคน แต่ข้อดีคือ สามารถผลิตได้ในปริมาณที่มาก สามารถรองรับการแพร่ระบาดของเชื้อได้ ดังนั้น โรงงานผลิตวัคซีนที่กำลังจะก่อสร้างจะใช้ทั้งเชื้อเป็นและเชื้อตายเป็นวัตถุดิบในการผลิตวัคซีน
นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธาณสุข ที่มาภาพ : http://www.chaoprayanews.com/wp-content/uploads/2009/09/e0b899e0b89ee0b984e0b89ee0b888e0b8b4e0b895e0b8a3e0b98c-e0b8a7e0b8a3e0b8b2e0b88ae0b8b4e0b895-e0b8a3e0b8ade0b887e0b89be0b8a5e0b8b1.jpg
นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธาณสุข ที่มาภาพ : http://www.chaoprayanews.com/wp-content/uploads/2009/09/e0b899e0b89ee0b984e0b89ee0b888e0b8b4e0b895e0b8a3e0b98c-e0b8a7e0b8a3e0b8b2e0b88ae0b8b4e0b895-e0b8a3e0b8ade0b887e0b89be0b8a5e0b8b1.jpg

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ในช่วงเริ่มต้นโครงการ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน และอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ผู้จัดการออนไลน์ฉบับ 23 สิงหาคม 2552 (อ่านเพิ่มเติมที่นี่) ว่า จากการศึกษาของ ดร.พญ.จงกล เลิศเทียนดำรงค์ ที่ศึกษาถึงกรณีการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่ปี 2549 – 2552 (อ่านเพิ่มเติมที่นี่) พบว่า ประเทศไทยมีโรงงานที่มีศักยภาพในการผลิตวัคซีนได้ นั่นคือ โรงงานของกรมปศุสัตว์ที่ อ.ปากช่อง ซึ่งมีการผลิตวัคซีนเชื้อเป็นสำหรับสัตว์อยู่และได้มาตรฐาน มีผู้เชี่ยวชาญพร้อมสำหรับเปลี่ยนเป็นการผลิตวัคซีนของคน และไม่มีผลกระทบอะไร เพราะวัคซีนสำหรับสัตว์สามารถซื้อจากประเทศอื่นได้โดยใช้งบประมาณเพียง 9 ล้านบาทต่อปี
ส่วนการปรับปรุงโรงงานดังกล่าวก็ใช้งบประมาณเพียง 80-100 ล้านบาท หากสามารถใช้โรงงานผลิตวัคซีนของกรมปศุสัตว์ได้จริง คาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีนได้ประมาณ 86 ล้านโดสต่อ 3 เดือน โดยใช้เวลาปรับปรุงโรงงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และแนวความคิดเรื่องการปรับปรุงโรงงานวัคซีนของกรมปศุสัตว์ให้มาผลิตวัคนั้น ทางองค์การอนามัยโลกให้การยืนยันตั้งแต่ตอนขอจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนกับคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครั้งที่ 5/2550 ว่าสามารถใช้ทางเลือกนี้ได้
“หากหวังพึ่งโรงงานวัคซีนต้นแบบที่มหาวิทยาลัยศิลปากรแห่งเดียว ก็จะไม่สามารถผลิตวัคซีนได้เพียงพอต่อคนในประเทศอย่างแน่นอน ส่วนโรงงานต้นแบบแห่งใหม่ที่ใช้งบประมาณ 150-200 ล้านบาท ยังต้องใช้เวลาอีกเป็นปี ไม่ทันต่อสถานการณ์การระบาด โดยองค์การอนามัยได้ตีพิมพ์คำแนะนำในเว็ปไซต์ว่า หากบางประเทศในโลกมีโรงงานที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ก็สามารถเปลี่ยนสลับมาใช้โรงงานเพื่อผลิตวัคซีนในสถานการณ์การระบาดได้ ดังนั้น ความคิดว่าโรงงานสำหรับผลิตวัคซีนสัตว์ไม่สามารถผลิตวัคซีนคนได้จึงไม่เป็นความจริง
ทั้งนี้ เคยนำเสนอข้อเสนอดังกล่าวหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า โรงงานผลิตวัคซีนสำหรับสัตว์ไม่สามารถเปลี่ยนมาผลิตวัคซีนสำหรับคนได้ ซึ่งไม่จริงเพราะเทคโนโลยีที่ใช้เป็นแบบเดียวกัน อีกทั้งมาตรฐานในการผลิตวัคซีนคนและสัตว์ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยที่ผ่านมา เคยมีผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกเดินทางมาดูโรงงานดังกล่าว และชื่นชมว่าไทยมีโรงงานที่สามารถผลิตวัคซีนได้
ถึงเวลานี้แล้ว อยากให้ทุกฝ่ายหันมาร่วมมือกันและไม่เกี่ยงงอนว่าเป็นของของใคร เพราะขณะนี้ถือว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หากไม่มีอาวุธที่ใช้ป้องกันตัวเอง ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ต้องหันหน้ากัน เพราะที่ผ่านมาต่างคนต่างทำงาน ทำให้ไทยลงทุนเทคโนโลยีซ้ำซ้อนกันจำนวนมาก” ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว

ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ เชื้อเป็น-เชื้อตาย ควรเลือกแบบไหน!!

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลในช่วงนั้น มีการถกเถียงในเรื่องชนิดของวัคซีนกันพอสมควรว่าจะเป็นเชื้อเป็นหรือเชื้อตาย องค์การเภสัชกรรมโดย น.พ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตประธานกรรมการในขณะนั้น ได้ชี้แจงกับสื่อมวลชนว่ากำลังทดลองวัคซีนเชื้อเป็นกับอาสาสมัคร และจะตั้งโรงงานเพื่อผลิตวัคซีนเชื้อเป็น ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
1. ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่เลขา นายกแพทยสภา ได้กล่าวในการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติที่กระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2552 ว่า ในต่างประเทศ วัคซีนชนิดเชื้อเป็นจะห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ผู้ใหญ่อายุเกิน 49 ปี คนที่มีภูมิต้านทานต่ำ และหญิงตั้งครรภ์ (อ่านhttp://www.hiso.or.th/hiso/public/newsx1443.php)
2. ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ให้ความเห็นไว้ว่า ยังไม่เคยมีประเทศใดใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 จากเชื้อเป็นเลย หัวเชื้อไวรัสที่จะใช้ในการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่นำมาจากรัสเซียและอยู่ในระหว่างการทดลองนั้น เมื่อถอดรหัสพันธุกรรมโดยมหาวิทยาลัยมหิดล ก็พบว่ามีการผ่าเหล่า มีการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมใน 8 ตำแหน่ง จึงถือว่าเป็นหัวเชื้อที่ไม่มีความเสถียร และเมื่อฉีดพ่นเข้ารูจมูก พอถูกความร้อนเชื้อก็จะตายทันที เสี่ยงกับการกลายพันธุ์ อย่างกรณีให้วัคซีนโปลิโอทางปากซึ่งทำจากเชื้อเป็นแก่เด็ก แล้วได้ไวรัสที่มีพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปออกมาทางอุจจาระของเด็ก ทำให้พ่อซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับเด็กแล้วได้รับเชื้อดังกล่าวไปกลายเป็นอัมพาต
ที่มาภาพ : http://www.nvco.go.th/pic/p2-t1312360195.jpg
ที่มาภาพ: http://www.nvco.go.th/pic/p2-t1312360195.jpg
รวมทั้งกรณีตัวอย่างไข้หวัดใหญ่หมูที่ระบาดเมื่อปี ค.ศ. 1976 ที่สหรัฐฯ ได้ฉีดวัคซีนให้กับประชากร และหลังจากนั้น 6 สัปดาห์ เกิดพบผู้มีอาการแขนขาอ่อนแรงและเส้นประสาทอักเสบ ซึ่งเป็นไปได้ว่า อาจมีเชื้อปนเปื้อนจากขั้นตอนการผลิตวัคซีนในไข่ที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ โดยวัคซีนทำให้เกิดภูมิคุ้มกันวิกฤติที่ทำลายเส้นประสาทตัวเอง ซึ่งการใช้วัคซีนกับประชากร 6-7 พันคน ไม่พบอาการดังกล่าว แต่พบเมื่อใช้วัคซีนกับประชากร 40-45 ล้านคน
3. ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา หัวหน้าห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยาและเซลล์วิทยา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ผู้ที่สามารถนำเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่แยกได้จากผู้ป่วยคนไทยรายแรกก็ให้ความเห็นว่า แม้วัคซีนเชื้อเป็นสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีกว่า ถูกกว่า ผลิตได้เร็วกว่า แต่วัคซีนเชื้อตายมีความปลอดภัย 100% และเมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไม่ก่อให้เกิดโรคหรืออาการเจ็บป่วยใดๆ สามารถให้ได้เกือบทุกคน ทุกวัย แม้แต่ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยเอดส์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ ก็สามารถ
4. รศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ก็ให้ความเห็นไว้ในการเสวนา “แผนการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 ระดับโรงงานขนาดใหญ่” เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2552 ว่า ควรเลือกใช้เชื้อเป็นเพื่อผลิตวัคซีนในช่วงระบาด แต่วัคซีนจากเชื้อเป็นจะใช้ได้กับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันดีและสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้กับผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง คนท้อง ผู้ป่วยหอบหืด ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการได้รับวัคซีน
บัดนี้ เวลาผ่านไปถึงเกือบ 3 ปี การระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็สิ้นสุดไปนานแล้ว และไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็ได้กลายเป็นเชื้อประจำถิ่นไปเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ผลิตตามท้องตลาดก็รวมเอาเชื้อนี้เข้าไว้ในเข็มเดียวกันแล้ว แต่โรงงานขององค์การเภสัชกรรมยังไม่สามารถผลิตวัคซีนได้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงและตั้งคำถามในแวดวงแพทย์ว่า
1. เหตุใดต้องทดลองวัคซีนเชื้อเป็น ทั้งๆ ที่ใช้กับกลุ่มเสี่ยงซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการได้รับวัคซีนไม่ได้
2. ทำไมจึงต้องสร้างโรงงานวัคซีนที่ทับกวางแทนการปรับปรุงโรงงานวัคซีนสัตว์ของกรมปศุสัตว์มาเป็นโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่
3. โรงงานวัคซีนนี้ใช้ที่ปรึกษาและเทคโนโลยีของประเทศใดกันแน่ ระหว่าง จีน รัสเซีย หรือญี่ปุ่น
4. โรงงานที่ทับกวางจะผลิตวัคซีนได้ในปริมาณเท่าใด เพียงพอต่อความต้องการของประเทศหรือไม่ สร้างความมั่นคงทางด้านสาธารณสุขได้จริงหรือไม่
5. การสร้างโรงงานวัคซีนนี้คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่
6. โรงงานนี้จะสร้างเสร็จเมื่อไหร่ และเมื่อใดคนไทยจะได้ใช้วัคซีนที่ปลอดภัยจากองค์การเภสัชกรรม

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2556

ใช้สมุนไพรไทยรักษาผู้ป่วยแทนยาแผนปัจจุบัน


สธ.กระตุ้นแพทย์ใช้‘สมุนไพรไทยรักษาผู้ป่วยแทนยาแผนปัจจุบัน
แนวหน้า  วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556, 06.00 น.

นพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รมว.กระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการเป็นประธานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อผลักดันยาจากสมุนไพรเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ ระหว่างกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีนโยบายผลักดันให้มีการใช้สมุนไพรมากขึ้น เพื่อทดแทนการใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งไทยนำเข้ายาจากต่างประเทศถึงร้อยละ 75 โดยต้องทำให้องค์ความรู้สมุนไพรเป็นมาตรฐานก่อน สร้างความเข้าใจประชาชนว่า ยาที่มาจากสมุนไพรเป็นที่ยอมรับของแพทย์แผนปัจจุบันและใช้ได้ผล ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนประเมินผลว่ายาสมุนไพรที่บรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้วจำนวน 71 รายการ มีการใช้มากน้อยเพียงใด และสาเหตุที่แพทย์ไม่ใช้ยาสมุนไพร เป็นเพราะแพทย์ไม่เชื่อถือที่มาของยาหรือเพราะยามีปริมาณไม่เพียงพอหรือไม่เชื่อในสรรพคุณยา
“ในปี 2556-2560 สธ.ตั้งเป้าหมายบรรจุยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติอย่างน้อยร้อยละ 10 ของรายการยาทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติรวมทั้งสิ้น 878 รายการ โดยรายการยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติควรมีจำนวน 87 รายการ ขณะนี้บรรจุแล้ว 71 รายการ คิดเป็นร้อยละ 8.09 ซึ่งการเพิ่มรายการยาจากสมุนไพรเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ จะเป็นอีกทางเลือกเพิ่มขึ้นของแพทย์ผู้สั่งยาในการรักษาหรือส่งเสริมสุขภาพแบบผสมผสานแก่ประชาชนและกระตุ้นให้เพิ่มมูลค่าการใช้ยาจากสมุนไพรมากขึ้น เป็นการเพิ่มความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชาติ ลดการพึ่งพายาจากต่างประเทศได้” รมว.กระทรวงสาธารณสุข กล่าว
นพ.ประดิษฐ กล่าวต่อไปว่า ในปีนี้พบว่ามีสมุนไพร 11 ชนิดที่น่าจะมีศักยภาพและมีคุณสมบัติเหมาะสม สามารถนำมาวิจัยต่อยอด พัฒนาเป็นยาจากสมุนไพรที่น่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับสามารถนำมาบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติได้ ได้แก่ 1.พริก 2.ใบฝรั่ง 3.ขมิ้นชัน 4.บัวบก 5.พรมมิ 6.ว่านชักมดลูก 7.กวาวเครือขาว 8.กระชายดำ 9.ขิง 10.ปัญจขันธ์และ 11.หม่อน ซึ่งพืชเหล่านี้มีข้อมูลเบื้องต้นที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาเป็นยาสำหรับรักษาอาการหรือโรคที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขได้

นพ.สมชัย นิจพานิช อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ในปี 2555 มูลค่าการใช้ยาจากสมุนไพรในบัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ในโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศมีประมาณ 363 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.82 ของการใช้ยาทั้งหมด ยาสมุนไพรที่ประชาชนนิยมใช้มากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ 1.ขมิ้นชัน รักษาอาการของระบบทางเดินอาหาร แน่นท้องจุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ 2.ไพล ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดบวม ฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก และ3.ฟ้าทะลายโจร ใช้รักษาอาการของระบบทางเดินหายใจ บรรเทาอาการหวัด เจ็บคอ

ห้ามใช้ยาดีรักษาข้าราชการ


ในการประชุมวุฒิสภา วันที่ 11 มี.ค. ที่มีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานโดยก่อนข้าสู่วาระการประชุม พล.ต.ท.สมยศ ดีมาก ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากเพื่อนข้าราชการที่ใช้สวัสดิการการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ ข้าราชการไทยเดิมมีประมาณ 2 ล้านคน รวมครอบครัวแล้วอีกประมาณ 6-8 ล้านคน การรักษาพยาบาลที่ผ่านมาก็เรียบร้อยดี แพทย์ผู้รักษาสามารถสั่งยาใหม่หรือเก่าที่มีประสิทธิภาพสูงให้กับคนไข้ด้วยความสามารถของตนเอง โดยไม่ต้องวิตกกังวลอะไร แต่เมื่อเร็วๆ นี้มีหนังสือเวียนจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังแจ้งมายังผู้บริหารโรงพยาบาลของรัฐแจ้งให้แพทย์ผู้ตรวจรักษาสามารถจ่ายยาได้เฉพาะยาในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น ไม่สามารถจ่ายนอกบัญชีได้ ไม่เช่นนั้นกรมบัญชีกลางจะเรียกเก็บเงินจากโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าโรงพยาบาลก็จะต้องไปเรียกเก็บจากแพทย์ผู้สั่งยาต่อไป จึงเกิดความกลัวของแพทย์
“ผมคิดว่าการกระทำของกรมบัญชีกลางครั้งนี้เป็นการคุกคามต่อจรรยาบรรณวิชาชีพของแพทย์อย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้แพทย์ไม่กล้าสั่งยาให้ผู้ป่วยซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องหรือเหมาะสม ความจริงสิทธิสวัสดิการพยาบาลของข้าราชการมีมานานแล้ว โดยผู้ป่วยที่เป็นข้าราชการสามารถรับยาทุกชนิดโดยไม่ต้องเสียเงินเลย อย่างไรก็ตามวิวัฒนาการการรักษาพยาบาลของแพทย์ในโลกนี้ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ จะต้องวิจัยเพื่อหาหนทางต่างๆ ในการรักษาพยาบาลให้ผู้ป่วยอย่างดีที่สุด การค้นคว้ายาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้ผู้ป่วยหายไวก็จะต้องมีต่อไป ซึ่งแพทย์ผู้ชำนาญต่างๆ ก็ต้องใช้ยาเหล่านี้ได้เพื่อให้คนไข้ของตัวเองหายอย่างรวดเร็ว มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เดิมเรามีแพทย์ 2 ทางคือแผนปัจจุบันและแผนไทย แต่ในอนาคตข้างหน้าคาดว่าจะมีแพทย์ปัจจุบันแผนโบราณเกิดขึ้นครับ” พล.ต.ท.สมยศ กล่าวหนังสือพพิมพ์บ้านเมืองวันที่ 11/03/2556         เวลา 21:52 น

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

การเบิกค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์   13 มีนาคม 2556

กรมบัญชีกลางยืนยัน แนวทางปฏิบัติการเบิกค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ไม่ได้สั่งห้ามแพทย์จ่ายยา หรือสั่งห้ามเบิกค่ายานอกบัญชียาหลักแต่อย่างใด ถ้าจำเป็นต้องใช้ด้วยเหตุผลทางการแพทย์ ก็ใช้ได้
              นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่ากรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่า “มีข้าราชการร้องเรียน ว่ากรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง มีหนังสือเวียนให้แพทย์ผู้ตรวจรักษาจ่ายยาได้เฉพาะยาในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น ไม่สามารถจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติได้ ไม่เช่นนั้นกรมบัญชีกลางจะเรียกเก็บเงินจากโรงพยาบาล” นั้น เรื่องดังกล่าวกรมบัญชีกลางได้เสนอกระทรวงการคลังให้เวียนแจ้งหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0422.2/ว 111 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2555

สถานพยาบาลและส่วนราชการยังคงเบิกค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติได้ ไม่ได้สั่งห้ามเบิกแต่อย่างใด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ทำการรักษาต้องเป็นผู้วินิจฉัยและออกใบรับรองในการสั่งใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อประกอบการเบิกค่ายา นอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ตามเงื่อนไขต่าง ๆ ได้โดยง่าย คือ ใส่ตัวอักษร  A หรือ B หรือ C หรือ D หรือ E หรือ F ต่อท้ายการสั่งยาชนิดนั้น ๆ ซึ่งเป็นการปฏิบัติโดยปกติของแพทย์อยู่แล้วว่า การจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติแต่ละชนิดด้วยเหตุผลใด ก็จะสามารถเบิกค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติชนิดนั้น ๆ ได้ ซึ่งความหมายของ A – F 8nv

A : เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ หรืออาการแพ้ยา

B : รักษาโดยใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติตามมาตรฐานแล้วไม่บรรลุผลและมีหลักฐานเชิงประจักษ์เชื่อได้ว่าใช้   ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติแล้วช่วยให้เป้าหมายการรักษาดีกว่ายาเดิม

C : ไม่มีกลุ่มยาในบัญชียาหลักแห่งชาติให้ใช้ แต่ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องใช้ยาตามข้อบ่งใช้ของยาที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และแพทย์พิจารณาแล้วมีหลักฐานสนับสนุนว่าใช้ยานี้แล้วว่า มีประสิทธิผลปลอดภัย

D : ผู้ป่วยมีภาวะหรือโรคที่ห้ามใช้ยาในบัญชียาหลักอย่างสมบูรณ์  หรือมีข้อห้ามในการใช้ในบัญชียาหลักร่วมกับ ยาอื่น

E :  ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติมีราคาแพงกว่า (หมายถึง ค่าใช้จ่ายต่อคอร์สของการรักษา)

F : ยาที่ผู้ป่วยร้องขอจากแพทย์ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาในครั้งนั้นโดยแพทย์ผู้รักษาต้องระบุตามเงื่อนไข รับรองการสั่งยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติครั้งนั้นว่าเป็นไปตามการวินิจฉัยเข้าลักษณะใด เช่น A, B, C, D หรือ E ข้อหนึ่งข้อใดต่อท้ายการสั่งยานั้น ซึ่งสามารถเบิกค่ารักษาได้ ส่วนกรณีข้อ F ผู้ป่วยต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

แนะนำ Web

ห้องสมุดขอแนะนำ  WEB   ที่เกี่ยวข้องกับงานขององค์การฯ 2  WEB
1 ISPE
มีเนื้อหาที่น่าสนใจทางด้าน Pharmaceutical Engineering  / วารสาร PE / มี Article
Monthly  gift  ให้อ่าน free ทุกเดือน
2.PIC/S  
เนื้อหาเกี่ยวกับ PIC/S  อย่างละเอียด และทันสมัย ที่ควรติดตาม

สธ.ขานรับมาตรการประหยัดพลังงานสั่งลดการใช้ไฟฟ้า


สธ.ขานรับมาตรการประหยัดพลังงานสั่งลดการใช้ไฟฟ้า

น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตรการการลดการใช้พลังงาน ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มีมาตรการควบคุมการใช้ไฟฟ้าและพลังงานของหน่วยงานใน สังกัดทั่วประเทศอย่างเคร่งครัด ทั้งในส่วนของสำนักงานด้านการบริหารและสถานพยาบาลทุกแห่ง โดยได้ส่งหนังสือเวียนแจ้งกำชับให้ทุกหน่วยงาน ช่วยกันลดการไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง และให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จนเคยชินเป็นนิสัย
น.พ.ณรงค์ กล่าวว่า มาตรการประหยัดพลังงานที่กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการอยู่ขณะนี้ มี 3 มาตรการ ได้แก่ 1.ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปลี่ยนหลอดไฟจำนวน 880 หลอด ภายในอาคาร 1 ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยเปลี่ยนจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที 8 ซึ่งใช้ทั่วๆ ไป เป็นหลอดผอมเบอร์ 5 หรือที 5 (T5) ซึ่งเป็นหลอดชนิดประหยัด และจะเร่งดำเนินการเปลี่ยนหลอดไฟส่วนที่เหลืออยู่อีกประมาณ 4,200 หลอดให้เป็นหลอดผอมทั้งหมด 2.ลดจำนวนการใช้ลิฟท์ในเวลาที่ไม่เร่งด่วน โดยให้แต่ละอาคารปิดลิฟท์ 1 ตัว ตั้งแต่เวลา 09.00-11.00 น. และในเวลา 13.30-15.00 น. และ 3.จัดพิมพ์แผ่นพับแจกจ่ายสำนักงานต่างๆ ขอความร่วมมือในการใช้เครื่องปรับอากาศภายในสำนักงาน รวมทั้งห้องผู้บริหาร ตามคำแนะนำของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เช่น ให้ปรับตั้งอุณหภูมิที่ 25 องศาเซลเซียส ให้ดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ ปิดเครื่องปรับอากาศและหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกครั้งเมื่อไม่อยู่ในห้อง หรือในเวลาพักเที่ยง เป็นต้น โดยได้มอบหมายให้สำนักโครงการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานของกระทรวงสาธารณสุข ติดตามประเมินผล ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานลงให้ได้ 10% ต่อเดือน โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 4-12 เม.ย.56 ที่คาดว่าจะมีวิกฤตด้านพลังงาน ได้กำชับให้สถานบริการทั่วประเทศเตรียมพร้อมรับมือ เช่นเตรียมเครื่องสำรองไฟ เตรียมน้ำมันสำรองให้เพียงพอ เพื่อมิให้มีผลกระทบต่อการให้บริการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วย
สำหรับการประหยัดพลังงานในระยะยาวนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ทุกหน่วยงานในสังกัดลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงอย่างต่อเนื่อง เช่น หากมีการจัดซื้ออุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ทดแทนเครื่องเก่าที่ชำรุดของสำนักงาน จะต้องซื้อชนิดที่เป็นรุ่นประหยัดพลังงานเสมอ เป็นต้น รวมทั้งให้จัดหาพลังงานทดแทน เช่นพลังไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ซึ่งการประหยัดนั้นไม่ได้ดูที่ค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเน้นให้ทุกคนทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานและไฟฟ้าอย่างคุ้มค่า และมีประโยชน์มากที่สุด แต่ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชนด้วย น.พ.ณรงค์ กล่าว
วันที่ 5/03/2556 เวลา 22:48 น.

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

อภ.เตรียมทำแผนแม่บทจัดซื้อบริหารการสำรองวัตถุดิบผลิตยา

อภ.เตรียมทำแผนแม่บทจัดซื้อบริหารการสำรองวัตถุดิบผลิตยาhttp://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9560000025317

ลายแทงหาขุมทรัพย์วารสารห้องสมุดในประเทศไทย


Click  หาวารสารที่ต้องการได้ที่ Journallink
http://www.journallink.or.th/

ขออนุญาตคุณอภิชัย อารยะเจริญชัย       ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข เพื่อช่วยเผยแพร่อีกทาง  เพราะคุณอภิชัย เขียนไว้ดีมาก เชิญชมได้เลยที่ link ข้างล่างนี้ค่ะ
http://stanglibrary.wordpress.com/2013/01/07/journal-link-%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3/