ข่าวเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม -- พฤหัสบดีที่ 19 มกราคม 2555 15:18:15 น.
1.การผลิต
ยาและผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม ในปี 2554 คาดว่า การผลิตปริมาณ 29,526.2 ตัน ลดลงจาก ปีก่อน ร้อยละ 3.4 เนื่องจากยาบางชนิดที่อยู่ในรูปแบบยาน้ำ ซึ่งเคยมีความต้องการสูง ถูกควบคุมการจำหน่าย ทำให้ความต้องการลดลง ประกอบกับผู้ผลิตเลิกผลิตยาบางชนิดที่ไม่ได้กำไรด้วย ส่งผลให้ปริมาณการผลิต ในภาพรวมลดลง นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ ทำให้มีโรงงานผลิตยาได้รับความเสียหายไม่สามารถดำเนินการผลิตได้ หรือแม้โรงงานที่ไม่ได้รับความเสียหาย แต่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ได้หยุดการผลิตชั่วคราวเช่นกัน เพราะต้องเตรียมการป้องกันสายการผลิต อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเยียวยาผู้ผลิต ลดผลกระทบที่จะเกิดกับผู้บริโภค และป้องกันไม่ให้เกิดการขาดแคลนยา รวมทั้งควบคุมคุณภาพและราคายา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ขอให้ผู้ผลิตยาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แจ้งมายัง อย. ว่าจะให้ผู้ผลิตรายใดผลิตยาให้เป็นการชั่วคราว โดยบริษัทที่ผลิตนั้นจะต้องได้มาตรฐาน GMP ในหมวดที่จะผลิตตามที่ อย. กำหนด สำหรับผู้ผลิตที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ ขอให้เร่งการผลิตให้เต็มศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการผลิตยาและผลิตภัณฑ์เภสัชกรรมไม่ลดลงมาก
2. การตลาด
2.1 การจำหน่าย
2.2 การนำเข้า
การนำเข้าส่วนใหญ่เป็นยาสิทธิบัตร แต่จากข้อจำกัดในการเบิกจ่ายยาของโรงพยาบาลภาครัฐ ที่จะเน้นใช้ยาสามัญที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยลง ส่งผลให้ผู้นำเข้าต้องลดราคาสินค้าลงมาให้สอดคล้องกับรายได้ของประชาชน เพื่อที่จะรักษาปริมาณยอดขายไว้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มูลค่าการนำเข้าเติบโตในอัตราที่ลดลง สำหรับสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น เป็นโอกาสให้มีการนำเข้ายามาจำหน่ายมากขึ้น กล่าวคือ อย. ให้ผู้ผลิตที่มีความประสงค์นำเข้ายา เพื่อทดแทนยาที่ไม่สามารถผลิตได้ในช่วงเกิดอุทกภัย ประสานกับองค์การเภสัชกรรม ให้องค์การฯ เป็นผู้นำเข้าแทน และส่งมอบยาให้แก่ผู้ผลิต เพื่อส่งต่อให้กับโรงพยาบาล เพื่อป้องกันการขาดแคลนยาที่อาจเกิดขึ้นในช่วงดังกล่าว
2.3 การส่งออก
การขยายตัวของการส่งออกยา เนื่องมาจากผู้ผลิตได้พัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพเป็นที่เชื่อมั่นของประเทศคู่ค้า สามารถขึ้นทะเบียนยาได้เพิ่มขึ้นและเริ่มจำหน่ายได้แล้วในฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ตลอดจนสามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ เช่น ตลาดตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ผลิตในประเทศยังได้รับมอบหมายจากผู้ผลิตเวชภัณฑ์ชั้นนำของโลก ผลิตยาเพื่อป้อนตลาดในประเทศ และกลุ่มอาเซียน ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกยาเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกไม่ได้มีการเติบโตมาก เนื่องจากความต้องการในประเทศมีสูง ในช่วงที่เกิดปัญหาอุทกภัย รวมทั้งผู้ผลิตต้องเตรียมยาไว้เพื่อรับเปลี่ยนกับสินค้าที่เสียหายจากโรงพยาบาล/ร้านขายยาที่ประสบอุทกภัยด้วย
3. นโยบายที่เกี่ยวข้อง
3.1 คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2554 เห็นชอบร่างนโยบายแห่งชาติด้านยา พ.ศ. .... และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติเสนอ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพที่ได้มาตรฐาน ตลอดจนสร้างระบบการใช้ยาอย่างสมเหตุผล รวมถึงส่งเสริมการเข้าถึงยาจำเป็น และพัฒนาอุตสาหกรรมยาภายในประเทศให้สามารถพึ่งพาตนเองได้
3.2 กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศ ณ วันที่ 14 เมษายน 2554 เรื่อง การกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิตยาแผนปัจจุบันตามกฎหมายว่าด้วยยา พ.ศ. 2554 (ซึ่งเป็น GMP ตามแนวทางของ PIC/S หรือ Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme) โดยให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิตยาแผนปัจจุบัน ตามกฎหมายว่าด้วยยา พ.ศ. 2546 (ซึ่งเป็น GMP ตามแนวทางของ WHO) และให้ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (7 กรกฎาคม 2554) สำหรับผู้รับอนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบัน ซึ่งได้รับอนุญาตก่อนประกาศนี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ประกาศกระทรวงฉบับนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ เพื่อให้การผลิตยาแผนปัจจุบันในประเทศไทยมีคุณภาพมาตรฐานเท่าสากล ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนผู้ใช้ยา และสามารถส่งออกแข่งขันในตลาดยาต่างประเทศได้
3.3 คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 เห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติสถาบันวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ โดยมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันพิจารณาเกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
4. สรุปและแนวโน้ม
สำหรับมูลค่าการนำเข้าขยายตัวเพียงเล็กน้อย จากข้อจำกัดในการเบิกจ่ายยาของโรงพยาบาลภาครัฐ ผู้นำเข้าจึงต้องลดราคาสินค้า เพื่อที่จะรักษาปริมาณยอดขายไว้ ส่วนมูลค่าการส่งออก มีการขยายตัว เนื่องจากผู้ผลิตได้พัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพเป็นที่เชื่อมั่นของประเทศคู่ค้า สามารถขึ้นทะเบียนยาได้เพิ่มขึ้นและเริ่มจำหน่ายได้แล้วในตลาดหลัก ตลอดจนสามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังรับจ้างผลิตยาให้กับผู้ผลิตเวชภัณฑ์ชั้นนำของโลก อย่างไรก็ตาม การส่งออกอาจเติบโตไม่สูงเช่นปีก่อน เนื่องจากความต้องการในประเทศมีสูงขึ้น
แนวโน้มในปี 2555 คาดว่า ปริมาณการผลิตจะขยายตัว ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการควบคุมการเบิกจ่ายค่ายาที่รัดกุมมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการสั่งจ่ายยาเกินความจำเป็น ด้วยการดูแลการเบิกจ่ายให้มีความเหมาะสม และใช้ยาสามัญในประเทศทดแทน รวมทั้งงบประมาณอุดหนุนจากภาครัฐรายหัวตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในปีงบประมาณ 2555 มีอัตราเหมาจ่ายรายหัว 2,895.6 บาทต่อปี ปรับขึ้นจากปีก่อนที่มีอัตราหัวละ 2,546 บาทต่อปี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยาในประเทศ และส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายยาในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ สภาพการแข่งขันด้านราคาของยาสามัญจะสูงขึ้นเช่นกัน เพราะนอกจากผู้ผลิตในประเทศจะแข่งขันกันเองแล้ว ยังต้องแข่งขันกับยาสามัญนำเข้าด้วยซึ่งผู้ผลิตเวชภัณฑ์ชั้นนำเริ่มให้ความสำคัญกับยาประเภทนี้มากขึ้น ตามความต้องการของตลาดโลก ด้านมูลค่าการนำเข้าคาดว่า ยังคงขยายตัว จากจำนวนผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของภาครัฐที่รัดกุม อาจทำให้อัตราการเติบโตของการนำเข้าไม่สูงนัก ส่วนมูลค่าการส่งออก คาดว่า จะขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตขยายตลาดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสามารถพัฒนาการผลิตจนได้คุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทำให้ผู้ผลิตเวชภัณฑ์ชั้นนำของโลก ว่าจ้างบริษัทของไทยผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศ กลุ่มอาเซียน และขยายไปสู่กลุ่มยุโรปในลำดับต่อไป
--สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร--
-พห-

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น